เรื่องให้ข้อคิด ลุงชราขายรองเท้าสาน150บ. ลูกค้าแต่งตัวดีต่อ130 สุดท้ายให้แค่120 แล้วเดินไป

ในยุคข้าวยากหมากแพง ก็เป็นธรรมดาที่ผู้บริโภคอย่างเราๆจะตัดสินใจซื้อของสักชิ้น ก็อาจจะต้องมีการต่อรองราคาเพื่อให้สามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกลง ยิ่งต่อราคาจากพ่อค้าแม่ขายได้มากเท่าไหร่ ลูกค้าหรือผู้บริโภคอย่างเราๆก็จะยิ่งชอบ เพราะทำให้รู้สึกว่าเกิดความคุ้มค่า จนบางครั้งมองข้ามความเหมาะสม เพราะลูกค้าบางคนนั้นก็ไม่ได้รู้จักคำว่าพอประมาณ หรือพอดีนั้นเอง

ดังเช่นเรื่องราวที่มีการแชร์กันอย่างมากมายในโลกออนไลน์ขณะนี้ เมื่อสมาชิกผู้ใช้เฟซบุ๊ก Princess Ice ได้มีการโพสต์เรื่องราวของคุณลุงท่านหนึ่งที่นั่งขายรองเท้าสานในงานเกษตรแฟร์ รองเท้าของคุณลุงราคาคู่ละ150บาท ถ้าใครชอบงานฝีมือจะทราบเลยว่าราคาเท่านี้ไม่ถือว่าแพง เพราะเป็นงานปราณีต แต่จู่ๆก็มีลูกค้า แต่งตัวดี ใช้มือถือไอโฟน มาซื้อ และขอต่อราคาเหลือคู่ละ120 ซึ่งคุณลุงลดให้ขนาดนั้นไม่ได้ แต่ก็ลดให้เหลือคู่ละ130บาท พอตอนจ่ายตังค์ยื่นเงินให้คุณลุง520บาท ซึ่งเป็นแบงค์ทั้งหมด คุณลุงก็งง เลยทอนให้400บาท ลูกค้าพอได้เงินทอนก็เดินหายไป!

ทั้งนี้สมาชิกผู้ใช้เฟซบุ๊กคนดังกล่าวได้โพสต์ภาพพร้อมระบุข้อความว่า”ลุงมาตั้งร้านข้างๆเรามาสองวันแล้ว วันนี้ เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา เราก็ยืนอยู่หน้าร้านตามปกติ ก็มีลูกค้าคนนึงเดินเข้ามาร้านลุง ถามรองเท้าราคาเท่าไหร่ ลุงบอก 150ทุกคู่เรามองว่ามันไม่แพงนะ กับงานที่ใช้ฝีมือทำ

ลค คนนั่นต่อ ลดได้เท่าไหร่ ลดได้ไหมลุง ลุงก็บอก140 ดูเหมือนลูกค้ายังไม่พอใจ 120 ได้ไหม เรามองดูการแต่งตัวเขาที่ดูดี มือถือใช้ไอโฟน แต่มาต่อราคาของที่ลุงแก่ๆคนนึงมานั่งขาย ลุงบอก130 แล้วกัน เราเห็นเขาจ่ายเงินแต่ไม่รู้จ่ายยังไง เขาจ่ายแบงค์500กับแบงค์20 =520 ให้ลุง ทอน 400

เราสังเกตลุงแกทอนเงินอย่างงงๆ พอลูกค้าได้เงินทอนก็เดินหายไป  ลุงก็นับแบงค์ในมือ520 ลุงแกบ่นออกมาว่า บอก130 ให้มา120เอง เรามองว่าทำไมคนชอบเอาเปรียบคนจน คนที่เขาขยันไม่แบมือขอใคร คุณก็ยังไปกดดันต่อรองราคาสินค้าที่เขาตากตำทำมาลำบาก

สังคมไทยยังเหลืออยู่ไหมค่ะน้ำใจ ไอโฟนเครื่องละ20000+

ตอนคุณซื้อเคยต่อราคาเขาไหมค่ะ?? อันนี้สงสัยจริงๆ ไม่ได้โลกสวยค่ะ

แต่บางทีเราเห็นแล้วมันรับไม่ได้ #ขออนุญาติลงรูปลุงนะค่ะ” ทั้งนี้ล่าสุดมีชาวเน็ตได้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คุณลุงหูไม่ค่อยดี คุยไม่ค่อยรู้เรื่อง ลูกๆเป็นคนทำ แต่แกเป็นคนมาขาย

.

.

ขอขอบคุณที่มา : Princess Ice

http://fangnapost.com/wp-content/uploads/2017/09/ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร-เรื่องจริงจากลุงขายมะพร้าว-ที่ถูกคนรวยต่อราคา-1.jpg

ว่าด้วยเรื่อง “ต่อราคา” การพูดโต้ตอบ ระหว่างคนซื้อมะพร้าวน้ำหอมกับคนขาย
เวลาไปซื้อของแถวตลาดนัด หรือที่อื่นๆ คุณเคย…
“ต่อราคาของที่ซื้อไหม” ฉันเป็นคนนึงนะที่เคยทำแบบนั้น

แล้วมีอยู่วันหนึ่ง ฉันอ่านไปเจอกับบทความในเพจเพจหนึ่ง
ในบทความนั้นเป็นการสนทนาการต่อราคาของคนซื้อกับคนขาย

เนื้อหาในบทสนทนานี้ไม่ได้ยืดยาวอะไรมากนัก
แต่แฝงไปด้วยข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจทำให้เรา
ฉุกคิดและนึกย้อนกลับมามองตัวเอง อีกครั้ง…
__________

คนขายมะพร้าวน้ำหอม ขายลูกละ 30 บาท แต่คนซื้อบอกว่าแพงไป

คนซื้อ : มะพร้าวน้ำหอม ลูกละ 30 บาท ทำไมแพงจัง ลดเหลือ 15 บาทได้มั้ยลุง
คนขาย : คงลดให้ไม่ได้หรอก เพราะปลูกเอง ไหนจะเอามาขายอีก ยืนตากแดดขายทั้งวัน
คิดแค่ค่าต้นทุนก็เกิน 15 บาทแล้ว

ณ ตอนนั้น ในมือของคนซื้อถือแก้วกาแฟคาปูชิโน่อยู่ คนขายเลยถามไปว่า…

คนขาย : แล้วกาแฟคาปูชิโน่ที่ถืออยู่ในมือราคาเท่าไหร่ล่ะ
คนซื้อ : …..150 บาท
คนขาย : แล้วคุณได้ต่อราคาเขาไหม ?
คนซื้อ : จะบ้าหรอ กาแฟเค้ามียี่ห้อ จะต่อราคาได้ไง
คนขาย : กับคนรวย คุณไม่ต่อสักบาทเดียว แต่พอกับคนจน คุณกลับต่อราคาถึง 15 บาท
คนซื้อยืนอึ้ง พูดอะไรไม่ออก …

(พออ่านจบ ฉันก็รู้สึกว่า เออ มันก็จริงนะ)

….ถามว่า….
เพราะอะไรเราจึงต่อราคากับพ่อค้าจนๆ ที่ต้องยืนขายของกลางแดดร้อน
…..แต่กลับไม่เคยต่อราคากับผู้ค้าที่ร่ำรวยตามห้างฯหรือภัตตาคาร

ทำไม?
จึงต้องมาเอาเปรียบคนจนที่ต้องทำงานหนัก
ถ้าเราเป็นหนึ่งในคนที่ร่วมเอาเปรียบคนจนอยู่…
เราใช้จ่ายในห้างเป็นพันๆ ตามห้างฯและร้านอาหารหรูๆ
แต่กลับต่อราคากันบาทต่อบาทกับคนจน
ซึ่งต้องทำงานหนักเลี้ยงตัวเองและครอบครัวของเขา….

อย่าต่อราคากับคนหาเช้ากินค่ำเลย …อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วยกันเถอะค่ะ … (Cr.bigza)

อีกตัวอย่างดีๆอีกเรื่องนึง

เป็นเรื่องราวที่ชาวเน็ตกำลังให้ความสนใจกันมากเลยทีเดียว สำหรับเรื่องของ สมาชิกพันทิปชื่อ รอความเห็นต่อไปมาตอบแล้วกัน ได้มาเผยแพร่ประสบการณ์ชวนน้ำตาไหล หลังจากเขาได้ซื้อมะพร้าวอ่อนมาในราคาลูกละ 100 บาท แต่กลับทำให้เขาต้องสะเทือนใจถึงกับน้ำตาไหล ด้วยเหตุผลแบบนี้ โดยเจ้าของเรื่องได้เผยว่า

สวัสดีครับ วันนี้ผมกับแฟนขับรถกลับบ้านหลังจากทำงานเสร็จ มาถึงบ้านก็หกโมงกว่า บรรยากาศเริ่มมืดลงมากครับ หลังจากจอดรถเสร็จแล้ว ผมกับแฟนก็กำลังเดินกลับขึ้นคอนโด แต่แฟนผมเค้าบ่นอยากกินน้ำมะพร้าวอ่อน ช่วงนี้กำลังท้องลูกชายคนเล็กอยู่ครับ ประกอบกับเหลือบไปเห็นรถเข็นขายผลไม้ที่ผู้ชายคนนึงกำลังเข็นผ่านถนนหน้าคอนโดไปครับ ผมก็เลยวิ่งไปเรียกรถเข็นผลไม้ให้จอดรอก่อน มันมืดเพราะช่วงนี้เข้าหน้าหนาวแล้ว

พอผมเดินไปผู้ชายคนที่ผมเห็นนี้ก็คือ ลุงแก่ๆคนนึง มีรถเข็นขายผลไม้เก่าๆ สภาพรถคือ เก่ามาก ถึงมากที่สุดครับ สภาพในรถเข็นเป็นตู้กระจกใส่ผลไม้ซึ่งมีอย่างละนิดละหน่อย มีผลไม้ดองใส่ถุง มีมะกอกปอกเปลือกแล้ว และมีมะพร้าวอ่อนอยู่สามลูก สภาพมะพร้าวถ้าดูภายนอกเหมือนจะเริ่มดำและเน่า ที่สำคัญลุงคนนี้แกสุขภาพไม่ค่อยดีครับ พูดไม่ค่อยชัด มือไม้ไม่มีแรงเพราะตอนแกเข็นรถแกเข็นช้ามาก ไคลแมกซ์ของผม มันอยู่ตรงนี้ครับ จากบทสนทนา

ผม : ลุงครับ ซื้อมะพร้าวลูกนึงครับ
ลุง : เอาลูกไหนล่ะ (จับใจความได้แบบนี้)
ผม : เอาลูกนี้ครับ
ผมก็ชี้ที่ลูกมะพร้าว ลุงก็ยื่นมือลงมาหยิบครับ แต่แกไม่ค่อยมีแรงหยิบ ผมเลยหยิบมะพร้าวออกมาวางบนตู้กระจก
ผม : ไม่ต้องเฉาะนะครับ เอาไปทั้งลูกเลย
ลุง : …….

จุดไคลแมกซ์ก็คือ ตอนลุงแกกำลังดึงถุงก๊อบแก๊บออกจากห่อ แกพยายามดึงออกมาแต่มันติดกันอยู่ซึ่งแกพยายามดึงอยู่นานมาก ผมอยากจะช่วยแกนะครับ แต่เห็นแกดูมีความพยายามมากๆจึงไม่กล้าขัดแก แกดึงถุง ถุงก็ไม่ยอมออกครับ ช่วงเวลานั้นผมรู้สึกสงสารแกแบบว่าอยากร้องไห้จริงๆ มือไม้ของลุงแกไม่ค่อยมีแรงแบบนี้ ยังพยายามทำมาหากินเข็นรถผลไม้ขายทั้งๆที่สุขภาพก็ไม่ดี สงสารแกมากจริงๆครับ ผมว่าเกินนาทีได้เลยกว่าถุงก๊อบแก๊บใบเล็กจะหลุดออกมาจากห่อ แกดูเหนื่อยมากไม่มีแรงยกลูกมะพร้าวใส่ถุงให้

ลุง : พ่อหนุ่ม เอามะพร้าวใส่ถุงให้ลุงทีนะ
ผม : ได้ๆๆ ครับลุง ผมใส่เองได้ครับลุง
จากนั้นผมก็หยิบแบงค์ 100 ยื่นให้แกครับ ลุงแกเหมือนจะหยุดสตั้นไปพักนึง ในใจเวลานั้นผมคิดมาแล้วว่า สภาพร่างกายลุงแย่ขนาดนี้ ต้องเข็นรถเดินขายผลไม้ ผลไม้ก็เริ่มสภาพไม่ดีพอๆกับสุขภาพตัวของลุง ที่สำคัญแกไม่น่าจะมีเงินทอนพอแน่ๆ แต่ผมไม่ได้สนใจเงินทอน ผมเลยให้แกไปเลย 100 บาท น่าจะพอซื้อรอยยิ้มในใจลุงได้บ้าง
ผม : ลุงครับ ไม่ต้องทอนนะครับ ลุงคงเหนื่อยมากแล้ว ขอให้ขายได้เยอะนะครับลุง
ลุง : ขอบใจนะพ่อหนุ่ม

แกจะยกมือขอบคุณ น่าตาก็เหมือนจะร้องไห้ แต่ผมรีบชิงยกมือไหว้ขอบคุณแกก่อน แล้วลุงก็เข็นรถเลียบถนนไปเรื่อยๆอย่างช้าๆ ผ่านสายตาผมไป

ผมยืนมองแล้วสงสารแกมาก ที่ผมตั้งกระทู้นี้เพราะอยากให้แกได้พบเจอคนใจดีๆมาช่วยอุดหนุนแกบ้าง ลุงแกเข็นรถขายผลไม้อยู่แถวถนนเส้นลาดพร้าววังหิน โชคชัย 4 ผมลองถามคนแถวนั้นดูก็พบว่า บางวันแกก็เดินเข็นรถขาย บางวันก็ไม่ขายบ้างครับ สังเกตง่ายมากครับ ลุงแกจะเข็นรถได้ช้ามาก สภาพรถเข็นจะเก่ามาก มีร่มเก่าๆ รถเข็นแทบไม่มีน้ำแข็งเลย มีผลไม้เก่าๆอยู่ไม่มาก หนักไปทางผลไม้ดองมากกว่า ถ้าตอนนี้ยังไม่มีใครอุดหนุนอะไรเพิ่มเติมหลังจากผม มะพร้าวในรถเข็นน่าจะเหลืออีกสองลูกครับ ถ้าเพื่อนคนไหนพบเห็นลุงท่านนี้ ช่วยๆกันอุดหนุนคุณลุงนะครับ
ขอบคุณมากครับ
ทางด้านของสมาขิกพันทิปท่านอื่นๆ ก็ต่างรู้สึกสะเทือนใจ และมาแสดงความคิดเห็นกันมากมาย

การแบ่งปันเรื่องราวดีๆนี้ ให้คนที่คุณรักและคนอื่นๆ ชีวิตคุณจะดีขึ้นทันที

Facebook Comments